Thursday, May 12, 2016

โศกนาฏกรรมในเวเนซูเอลา


รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2559



                ชาวเวเนซูเอลากำลังเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ขนมปังไม่พอ อาชญากรรมทะยานทะลุเพดาน แข่งกับอัตราเงินเฟ้อ รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแถลงว่า เวเนซูเอลากำลังตกเป็นเหยื่อการวินาศกรรมทางเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร
                ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่า เกิดการปล้นสดมภ์ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้คนขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน รายงานระบุว่าในรัฐซูเลียทางตะวันตกของประเทศ สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นจลาจล เมื่อผู้คนจำนวนมากบุกเข้าปล้นสดมภ์ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา และซูเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น ไม่เว้นแม้แต่รถบรรทุกสินค้าบนถนน
                ผู้ว่าการรัฐซูเลียต้องประกาศเตือนไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาความปลอดภัย อันเนื่องมาจากการปล้นสดมภ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก
                ในเขตกรุงคารากัสเมืองหลวง มีรายงานการปล้นสดมภ์เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 แห่ง ขณะที่การชุมนุมแสดงความไม่พอใจในมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายชุมชน หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการ "ปันส่วนกระแสไฟฟ้า” ด้วยการสลับการตัดกระแสไฟฟ้าในบางชัวงเวลาทั่วประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ
                ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเปิดเผยว่า โควต้าสินค้าประเภทอาหารและยารักษาโรคที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลลดต่ำลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้คนโดยทั่วไปที่ต้องเดินทางไปเข้าคิวรอซื้ออาหารและสินค้าที่จำเป็นอย่างอื่นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางทุกวัน และไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามต้องการ แม้ว่าจะมีเงินเพียงพอก็ตาม
                วันพุธที่ผ่านมา สภาการค้าผลิตภัณฑ์อาหารแห่งชาติ หรือ ซาวิเดีย (Cavidea) แถลงว่า ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งทั่วประเทศมีปริมาณผลิตภัณฑ์ประเทศอาหารสำรองเพียง 15 วันเท่านั้น เนื่องจากโรงงานผลิตอาหารทุกแห่งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
 ประชาชนเข้าคิวซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคยาวเหยียดทุกวัน
                วันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันแรงงานสากล ทำให้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในเวเนซูเอลาทำสถิติสูงที่สุดในโลกปัจจุบันด้วยอัตรา 1 หมื่น 5 พันโบลิวาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ
                อย่างไรก็ดี ค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่ที่ระดับสูงกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือนไม่ได้ทำให้ผู้ใช้แรงงานชาวเวเนซูเอลารู้สึกปิติยินดีหรือพึงพอใจแต่อย่างใด เนื่องจากในความเป็นจริงเมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนจริงในตลาดโดยทั่วไป มีค่าเพียง 13 ดอลลาร์ 50 เซ็นต์ หรือ ประมาณ 470 บาทเท่านั้น
                นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ในเวเนซูเอลาชี้ว่า ความพยายามในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร หลากหลายมาตรการล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมรับความเป็นจริงที่ว่า โครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจของประเทศนั้นผิดพลาดมาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลัก
                นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของชาวเวเนซูเอลา โดยเฉพาะปัญหากำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ามีเพียงพอ เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า เนื่องจากเวเนซูเอลาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองใต้พื้นพิภพมากที่สุดในโลก
                หลายคนกล่าวว่า รากเหง้าของปัญหามาจากแนวนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของพรรคสหสังคมนิยมแห่งเวเนซูเอลา หรือ พีเอสยูวี (PSUV) ที่กำหนดทิศทางนโยบายทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยรากหญ้า” หรือ แกรสรูท ดีมอคเครซี (Grassroots Democracy)
                เวเนซูเอลาภายใต้การปกครองของพรรคพีเอสยูวี มีสภาชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง สมาชิกสภาชุมชนส่วนใหญ่พึงพอใจกับระบบนี้ พวกเขากล่าวว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายในทุกเรื่อง มีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
                อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทางรัฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า โดยหลักการแล้วสภาท้องถิ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยรากหญ้าที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ในทางปฏิบัติจริงในเวเนซูเอลากลับกลายเป็นองค์กรที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตรุนแรงทั้งในทางกว้างและทางลึก
                โดยหลักการ สภาท้องถิ่นมีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้โดยอิสระ แต่ในความเป็นจริงสภาท้องถิ่นทุกแห่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคพีเอสยูวีที่เป็นพรรครัฐบาล เนื่องจากพรรคมีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณและความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้แก่สภาท้องถิ่นหรือไม่ก็ได้
สภาพห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งหลังถูกปล้นสดมภ์
                เมื่อสภาท้องถิ่นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองระดับชาติ การพัฒนาท้องถิ่นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง และนั่นนำไปสู่ความเดือดร้อนหายนะพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นเครื่องมือต่อรองและเปลี่ยนเสียงสนับสนุนจากสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ
                สมาชิกสภาท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า คนในชุมชนอาจเลือกฝ่ายสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ได้ แต่หากสมาชิกเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคพีเอสยูวี ชุมชนแห่งนั้นก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากรัฐบาล
                แม้ในวันที่ทุกอย่างขาดแคลน อาหารไม่เพียงพอเลี้ยงดูคนในครอบครัว คนส่วนใหญ่ต้องลดอาหารเหลือเพียงวันละ 2 มื้อ สภาท้องถิ่นก็ไม่อาจหาญกล้าที่จะลุกฮือขึ้นทักท้วงแสดงความไม่พอใจ เพราะหากทำเช่นนั้น ปัญหาการขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตก็อาจร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม

                หลายคนกล่าวว่า นี่มันโศกนาฏกรรมชัด ๆ แต่ ณ วันนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น

Wednesday, May 4, 2016

ฟิลิปปินส์บนเส้นทางหายนะ

รายงานเช้าวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559



                ฟิลิปปินส์มีกำหนดจะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 9 เดือนพฤษภาคมนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทั้งในและนอกประเทศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาฟิลิปปินส์ไปสู่ความหายนะ เนื่องจากไม่มีใครสานต่อผลงานอันโดดเด่นของประธานาธิบดีเบนินโญ อาคีโน ที่ 3

                ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์เฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่าระดับ 6 เปอร์เซ็นต์ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะงักงัน ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 ก็ตาม
ประธานาธิบดีเบนินโญ "นอยนอย" อาคีโน
                ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เบนินโญ อาคีโน ที่ 3 ได้ชื่อว่าเป็น “เสือตัวใหม่” แห่งภูมิภาคอาเซียนและเอเชียอย่างแท้จริง นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างยกนิ้วให้กับความสามารถและความทุ่มเทของประธานาธิบดีอาคีโนในการวางรากฐานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฟิลิปปินส์
                อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีคณะรัฐบาลชุดใดของฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจได้เทียบเท่าประธานาธิบดีอาคีโน แต่ไม่ว่าจะมีผลงานโดดเด่นเป็นที่พึงพอใจของชาวฟิลิปปินส์มากน้อยเพียงใดก็ตาม วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะต้องสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้ผู้นำฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้น
                ผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่มี 5 คน แต่ที่ได้รับการจับตาและเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ นายร็อดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา (Davao) ซึ่งเป็นเมืองเอกของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ

                นายดูเตอร์เต วัย 71 ปี เป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ผลการหยั่งเสียงหลายสำนักระบุตรงกันว่า นายกเทศมนตรีเมืองดาเวามีคะแนนนิยมทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 33 เปอร์เซ็นต์ นำห่างผู้สมัครคนอื่น ๆ หลายช่วงตัวทีเดียว และเชื่อกันว่าหากไม่มีสถานการณ์พลิกผันในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง นายดูเตอร์เตจะได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างแน่นอน

                ผลการสำรวจความนิยมของชาวฟิลิปปินส์ที่บ่งชี้ว่า นายกเทศมนตรีดูเตอร์เตเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้าครองอำนาจในทำเนียบมาลากันยังคนต่อไป ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมาค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์อ่อนตัวลงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย ดัชนีราคาหุ้นก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
                นักวิเคราะห์ในตลาดเงินและตลาดทุนของฟิลิปปินส์ทุกสำนักให้ความเห็นตรงกันว่า นักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง เชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งอย่างแน่นอน และหากนายดูเตอร์เตชนะการเลือกตั้งตามความคาดหมาย สถานการณ์ในตลาดเงินและตลาดทุนจะเลวร้ายสุดหยั่งคาดทีเดียว
นายร็อดริโก ดูเตอร์เต นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงมะนิลากล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางการเมืองในฟิลิปปินส์ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากในสหรัฐเท่าไรนัก คะแนนนิยมของนายดูเตอร์เตที่นำห่างผู้สมัครคนอื่นชนิดไม่เห็นฝุ่นนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกับคะแนนนิยมของนายโดแนลด์ ทรัมป์ในพรรครีพับลิกัน จะแตกต่างกันก็แต่เพียงว่า หากโดแนลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งขั้นต้น เขายังต้องไปแข่งขันกับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครทอีกครั้งหนึ่ง แต่ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสลงคะแนนเพียงครั้งเดียว
                นักสังคมวิทยาในฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า สังคมฟิลิปปินส์กำลังป่วยด้วยโรค “คาซิเก้ ดีม็อคเครซี ฟาทีก” (cacique democracy fatigue) หรือโรค “เบื่อประชาธิปไตย” ด้วยหลากหลายสาเหตุ
                ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องตามมามากมาย ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นล่างหรือชนชั้นรากหญ้า เกิดความรู้สึกว่า ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยไม่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา
                ยุคการปกครองของประธานาธิบดีอาคีโน แม้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงในภาพรวมเท่านั้น ความจริงเชิงประจักษ์ที่ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เผชิญอยู่ก็คือ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนร่ำรวยที่มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตระกูลร่ำรวยเหล่านั้นก็เติบโตมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่จำนวนคนยากจน มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
                รายงานการสำรวจความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานมานี้พบว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ตกอยู่ในมือของตระกูลใหญ่ ๆ เพียง 40 ตระกูลเท่านั้น และ 70 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกรัฐสภาก็มาจากตระกูลการเมืองที่มั่งคั่งเพียงไม่กี่ตระกูลเช่นเดียวกัน
                นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่พยายามแสวงหาทางเลือกใหม่ นั่นคือการมองหานักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองเดิม ๆ และมีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและปัญหาอาชญากรรม
                นายร็อดริโก ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานถึง 22 ปี ผลงานโดดเด่นของเขาที่โจษขานกันทั่วประเทศคือการเปลี่ยนเมืองดาเวาที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของอาชญากร” ในอดีตให้กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยสถิติอาชญากรรมน้อยที่สุดในฟิลิปปินส์ปัจจุบัน

                กล่าวกันว่าในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา บรรดาอาชญากรและนักเลงหัวไม้ในเมืองดาเวา ถูก “หน่วยล่าสังหาร” ที่ไม่ทราบสังกัดแน่ชัดในเมืองดาเวาอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่น้อยกว่า 1 พันคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองดาเวาปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมต่ำที่สุด
                ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ชื่นชอบลีลาการปราศรัยหาเสียงแบบ “ขวานผ่าซาก” ของนายดูเตอร์เต เช่นการประกาศว่า ถ้าไม่มีความกล้าที่จะฆ่าอาชญากร ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นประธานาธิบดี หรือการประกาศต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยว่า หากเขาชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นักการเมืองฉ้อฉลคนแรกที่เขาจะจับเข้าคุกก็คือ นายเจโจมาร์ บินาย  (Jejomar Binay) รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
                นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ผลงานในอดีตและลีลาการปราศรัยหาเสียงของนายดูเตอร์เต สะท้อนภาพชัดเจนว่า เขาไม่ใช่นักการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยโดยทั่วไป ความวิตกกังวลของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ณ วันนี้ จึงไม่แตกต่างอะไรกับความวิตกกังวลของชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เกรงว่าโดแนลด์ ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

                ความแตกต่างก็คือ ชาวฟิลิปปินส์จะมีโอกาสได้สัมผัสกับความวิตกกังวลนั้นก่อนชาวอเมริกันหลายเดือนทีเดียว.

Monday, April 25, 2016

บันทึกลับ 9/11

รายงานเช้าวันอังคารที่ 26 เมษายน 2559



                ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับซาอุดิอาระเบีย กำลังเป็นประเด็นวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หลังซาอุดิอาระเบียประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า จะเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลกรุงริยาดห์ถืออยู่
                กล่าวกันว่า การแสดงท่าทีดังกล่าวอย่างเปิดเผยของซาอุดิอาระเบีย เปรียบไปก็คล้ายกับสหรัฐถูกเจ้าหนี้รายใหญ่ไปโพนทะนาทวงหนี้ให้เป็นที่อัปยศกลางตลาด ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ทีเดียว แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หากซาอุดิอาระเบียเทขายพันธบัตรสหรัฐตามคำขู่จริง ระบบเศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับความปั่นป่วนโกลาหลยิ่งกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หลายเท่า
                 หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์รายงานว่า ท่าทีดังกล่าวของซาอุดิอาระเบีย ไม่ใช่เป็นการ “ปล่อยข่าว” สร้างกระแสผ่านสื่อมวลชน หากแต่เป็นการแจ้งข่าวต่อฝ่ายสหรัฐอย่างเป็นทางการเลยทีเดียว โดยนายอับเดล บิน อาเหม็ด อัล จูเบอีร์ (Adel bin Ahmed Al-Jubeir) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
                ความขัดแย้งทางการทูตที่ค่อนข้างจะรุนแรงและเปิดเผยระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ ปะทุขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งร่วมกันเคลื่อนไหวเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่มีสาระสำคัญเปิดช่องให้ชาวอเมริกันสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาลต่างประเทศในศาลสหรัฐได้
                นอกจากนั้น ยังมีรายงานด้วยว่า สมาชิกรัฐสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวเสนอญัตติด่วนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ เปิดเผยรายงานลับผลการสอบสวนคดีก่อการร้ายสะเทือนโลกปี 2544 ที่เรียกกันว่า “คดีไนน์-วัน-วัน” (9/11) กรณีกลุ่มก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์กลางกรุงนิวยอร์ค ซึ่งยังผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3 พันคน ทรัพย์สินเสียหายคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์
                เรื่องนี้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุว่า คณะกรรมการสอบสวนคดี 9/11 ของรัฐสภาพยายามปกปิดรายละเอียดผลการสอบสวนเนื่องจากมีข้อมูลบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายครั้งนั้น
                อดีตสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์เครือข่าย ซีบีเอส (CBS) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สภาพแวดล้อมของเหตุการณ์ครั้งนั้นบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือให้การสนับสนุนการก่อการร้ายคราวนั้น เนื่องจากนักก่อการร้าย 19 คนที่ร่วมกันก่อเหตุ ไม่เคยเดินทางเข้าสหรัฐมาก่อน บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วยซ้ำ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ภายใน จะไม่มีทางก่อเหตุร้ายแรงอย่างเป็นกระบวนการเช่นนั้นได้
                ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า รายงานลับที่เป็นผลการสอบสวนมีรายละเอียดอย่างไร ระบุถึงพยายานหลักฐานที่บ่งชี้หรือพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียจริงหรือไม่ หากมีข้อเท็จจริงว่า รายงานดังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ของซาอุดิอาระเบียจริง การเปิดเผยรายงานฉบับนั้นต่อสาธารณชน จะเป็นพยายนหลักฐานเบื้องต้นที่เปิดช่องให้ผู้เสียหายในเหตุการณ์ 9/11 ฟ้องร้องต่อศาลสหรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้
                รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบียแจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐว่า หากมีการเปิดเผยข้อมูลลับเรื่องนี้ ซาอุดิอาระเบียก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น นอกจากเทขายสินทรัพย์ทุกอย่างของซาอุดิอาระเบียที่มีอยู่ในสหรัฐคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสั่งอายัดเมื่อรัฐบาลซาอุดิอาระเบียตกเป็นจำเลยในศาลสหรัฐในคดี 9/11
อับเดล อัล เบอีร์ รมต.ต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย
                นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายสำนักให้ทัศนะว่า การกระทำดังกล่าวของซาอุดิอาระเบียเป็นเรื่องพูดง่าย แต่ทำยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากการเทขายพันธบัตรมูลค่ามหาศาลอย่างฉับพลันทันทีนั้น แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของสหรัฐอย่างรุนแรงก็จริง แต่ซาอุดิอาระเบียเองจะได้รับผลทบในทางลบมากกว่าสหรัฐหลายเท่า
                นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า คำขู่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และสมมติว่าซาอุดิอาระเบียประกาศเทขายพันธบัตรสหรัฐมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์จริง ผลกระทบที่จะตามมาคือระเกิดปัญหาระบบการเงินปั่นป่วนไปทั้งโลก เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ที่เป็นสกุลหลักอันดับหนึ่งของโลกจะอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดก็คือซาอุดิอาระเบียนั่นเอง เนื่องจากระบบเงินตราของซาอุดิอาระเบียผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง
                อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ฝ่ายการเมืองและการทหารในสหรัฐกล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายซาอุดิอาระเบียในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า สัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียกำลังร้าวฉานอย่างหนัก อันเนื่องมาจากหลากหลายปัจจัยที่สั่งสมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานหลายปี
                นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า ประเด็นหลักของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายที่ต่างกันเกือบจะสิ้นเชิงระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง
                การเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่านของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธาธิบดีบารัค โอบามา ได้ก่อให้เกิดความร้าวฉานกับรัฐบาลกรุงริยาดห์อย่างรุนแรง เนื่องจากซาอุดิอาระเบียมองว่า สหรัฐกำลังเกื้อหนุนการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง ทั้งที่ตระหนักเป็นอย่างดีว่า อิหร่านเป็นคู่แข่งสำคัญของซาอุดิอาระเบียในทุก ๆ ด้าน
                ทิศทางนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐที่เปลี่ยนไป เกี่ยวข้องกับรายงานลับคดี 9/11 จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายฝ่ายกำลังขุดคุ้ยหาคำตอบกันจ้าละหวั่นทีเดียว
                สมาชิกรัฐสภาสหรัฐหลายคนกล่าวว่า การเปิดเผยรายละเอียดผลการสอบสวนคดี 9/11 จะช่วยคลี่คลายความคลุมเครือในสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบีย และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ จะช่วยตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของชาวอเมริกันมานานหลายปีว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดิอาระเบียเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายบันลือโลกปี 2544 จริงหรือไม่

                ถ้าจริง ทำเนียบขาวก็ต้องหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมาแจ้งต่อสาธารณชนชาวอเมริกันว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลสหรัฐจึงยังคบค้ากับผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่เงินภาษีของชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลต้องละลายหายไปเป็นอากาศธาตุในสงครามต่อต้านลัทธิก่อการร้ายที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่าสิบปี.

Sunday, April 24, 2016

อวสานประชานิยมในบราซิล

รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2559


                เส้นทางอนาคตของรัฐบาลบราซิลภายใต้การนำของประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ หดสั้นลงอย่างรวดเร็วจนนักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางกลุ่มบางคนถึงกับนับเวลากันเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบด้านบ่งชี้ว่าทางเลือก ทางรอดเหลือน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
                วันอังคารที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐสภา ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดสินใจสละเรือกลางมรสุม ด้วยความมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า รัฐนาวาของประธานาธิบดีรุสเซฟต้องถึงกาลอับปางในไม่ช้านี้แน่นอน
รองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์
                กรรมการบริหารของพรรค ขบวนการประชาธิปไตยบราซิล หรือ พีเอ็มดีบี. (PMDB) ภายใต้การนำของรองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์ (Michel Temer) ใช้เวลาประชุมปรึกษาหารือกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล
                วันเดียวกัน พรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีที่นั่งในรัฐสภามากเป็นอันดับสอง ก็ประกาศท่าทีจะพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้พรรคแรงงานซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลและประธานาธิบดีถูกทิ้งให้เผชิญกับมรสุมทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปีคริสต์ศักราช 1980
                ความเคลื่อนไหวถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลของพรรคพีเอ็มดีบี.และพรรคก้าวหน้า ทำให้ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักของบราซิลทะยานสูงขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเชื่อกันว่า รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟจะถึงกาลล่มสลายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
                มรสุมทางการเมืองกำลังเคลื่อนตัวเข้ากระหน่ำประธานาธิบดีรุสเซฟในทุกทิศทาง สภาผู้แทนราษฎรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงการสอบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตรบราส (Petrobras) ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
                นอกจากนั้น สภาทนายความของบราซิลยังได้เคลื่อนไหวยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฏรพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งซ้ำเข้าไปอีกญัตติหนึ่งด้วยข้อกล่าวหาว่า ใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งยกเว้นภาษีให้แก่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟา (FIFA) ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปีคริสต์ศักราช 2014 หรือเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า ความพยายามที่จะจัดทำงบประมาณขาดดุลจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2014 และ 2015 ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟต้องหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
การชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี ดิลมา รุสซฟ
                ผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลถึง 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ทำให้บราซิลมียอดหนี้สาธารณะสะสมทะยานสูงขึ้นเป็นกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี (GDP) และกลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกในปี 2559
                แม้จะอัดฉีดงบประมาณขาดดุลถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจบราซิลเมื่อปีที่แล้วยังหดตัวรุนแรงถึง 3.8 เปอร์เซ็นต์ และคาดกันว่าในปีนี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่า 3.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งชี้ว่า ทั้งหมดเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคแรงงานที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
                นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ชี้ว่า นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนตามโครงการ “บอลซา ฟามิเลีย” (Bolsa Familia) แจกเงินค่าครองชีพให้แก่คนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานถึงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้บราซิลต้องพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกพืชผลทางการเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมอย่างเช่นสินแร่ เป็นหลัก
                เมื่อเศรษฐกิจโลกหดตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของบราซิลเริ่มชะลอตัว รายได้ของบราซิลก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีรายได้เพียงพอจะเกื้อหนุน เนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไม่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
                นักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า ลำพังนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของบราซิลเท่าไรนัก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง โดยเฉพาะในพรรครัฐบาล ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่า เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัจจัยทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกลับแสดงท่าทีปกป้องนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟ
                การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวประธานาธิบดาและคณะรัฐบาล แต่ก็มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีในสภาผู้แทนราษฎร เพราะการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล จะทำให้เสียงสนับสนุนของประธานาธิบดีหดหายไป โอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติถอดถอนประธานาธิบดีจึงมีมากขึ้น
                นอกจากนั้น การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล ยังส่งผลให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟตกอยู่ในสภาพเสมือน “เป็ดง่อย” ไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากไม่มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภาเพียงพอที่จะผ่านร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปหรือเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
                ทางออกของประธานาธิบดีรุสเซฟดูเหมือนจะมีไม่มากนัก ทางหนึ่งคือปักหลักสู้ญัตติถอดถอนในรัฐสภา หรือไม่ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระในปี 2561 ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อกันว่า ไม่ว่าจะเลือกเดินทางใดก็ตาม นโยบายประชานิยมที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของพรรคแรงงานมายาวนานกว่า 15 ปีดูเหมือนจะเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว พร้อมกับความหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศ

                ประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด ณ วันนี้ ดูเหมือนจะอยู่ที่ว่า ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ จะต้องยุติบทบาททางการเมืองลงพร้อมกับนโยบายประชานิยมด้วยหรือไม่เท่านั้นเอง. 

Saturday, April 16, 2016

วิบากกรรมผู้นำหญิงแห่งบราซิล

รายงานเช้าวันอังคารที่ 15 มีนาคม 2559



                วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวบราซิลทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคนลุกฮือขึ้นชุมนุมประท้วงกดดันให้รัฐสภาเร่งรัดกระบวนการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่น
                สื่อมวลชนทั้งในบราซิลเองและจากต่างประเทศรายงานตรงกันว่า ปรากฏการณ์เมื่อวันอาทิตย์นับเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบราซิล สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุม แถลงยืนยันว่า มีการชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีรุสเซฟในกว่า 150 เมืองทั่วประเทศ รวมจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนแน่นอน
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์
                เฉพาะในเมืองเซาเปาโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบราซิล มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 5 แสนคน ขณะที่ในกรุงบราซิเลียเมืองหลวง มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 1 แสนคน ป้ายคำขวัญที่บรรดาผู้ประท้วงชูกันสลอนระหว่างเดินขบวนไปตามท้องถนน ใช้ข้อความเดียวกันเกือบทั้งหมด นั่นคือ “หยุดคอร์รัปชั่น”
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่ล้นหลามเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสถาบันทางการเมืองในบราซิลทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวประธานาธิบดีผู้นำฝ่ายบริหารไปจนกระทั่งถึงรัฐสภา ซึ่งโดยหลักการแล้วมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหาร
                ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภามาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เวลาล่วงเลยไปกว่า 3 เดือน แต่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากนักการเมืองระดับสูงทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายคน รวมทั้งนายเอดูอาร์โด คุนญา (Eduardo Cunha) ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง และรองประธานาธิบดีต่างก็มีชนักติดหลัง มีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตบราส (Petrobras) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
                คดีทุจริตในบริษัทเปโตบราสนั้นมีการขุดคุ้ยเปิดโปงต่อสาธารณชนและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายละเอียดและความเสียหายต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 2 ปี เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนระบุว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและนักธุรกิจระดับสูงจำนวนมากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท
                ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีนักธุรกิจภาคเอกชนและนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีไปแล้วหลายคน และยิ่งนานวันก็ยิ่งพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดนักการเมืองระดับสูงในพรรครัฐบาลรวมทั้งตัวประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟเองมากขึ้นทุกที
                ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักงานอัยการรัฐเซาเปาโลได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติหมายจับอดีตประธานาธิบดี ลูอิส อินา ซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ในข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฉ้อฉลในบริษัทเปโตบราส ขณะที่ประธานาธิบดีรุสเซฟแถลงว่า เธอกำลังพิจารณาจะแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคณะรัฐมนตรี
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียชี้ว่า การแสดงท่าทีดังกล่าวของประธานาธิบดีรุสเซฟ น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากการแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะทำให้เขาได้สิทธิพิเศษคุ้มครองทางกฎหมาย อัยการไม่สามารถควบคุมตัวได้ในทันที ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนโดยคณะตุลาการพิเศษเท่านั้น
                กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นวิธีการที่บรรดานักการเมืองระดับสูงใช้ในการหน่วงเหนี่ยวหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาโดยตลอด ขณะที่กระบวนการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งก็เผชิญกับกลยุทธ์ถ่วงเวลาด้วยเทคนิคทางกฎหมายลักษณะเดียวกัน ซึ่งสร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวบราซิลโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก
                อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำนวนผู้คนที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกันอย่างล้นหลามเมื่อวันอาทิตย์ จะเป็นแรงกดดันให้บรรดานักการเมืองในรัฐสภาจำเป็นต้องเร่งรัดกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟให้คืบหน้าเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็พากันแสดงความวิตกกังวลว่า สถานการณ์ความโกลาหลทางการเมืองอันเนื่องมาจากการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่ง จะทำให้ปัญหาทางเศรษฐกิจในบราซิลเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
                ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจบราซิลตกอยู่ในภาวะถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวบราซิลทั่วประเทศระบุว่า กว่าครึ่งต้องการให้รัฐสภาดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด คนบางกลุ่มถึงกับประกาศสนับสนุนให้ทหารใช้กำลังยึดอำนาจจากคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีรุสเซฟเลยทีเดียว
อดีตประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา
                รายงานของสถาบันสถิติแห่งชาติของบราซิล ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของบราซิลหดตัวลง 3.8 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะหดตัวลงอีก 3.45 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 นี้ ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจในเซาเปาโลและในกรุงบราซิเลียให้ความเห็นว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจบราซิลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่รากเหง้าของปัญหาจริง ๆ นั้นเกิดจากความผิดพลาดในนโยบายทางการเมือง
                กล่าวกันว่านโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคแรงงานภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ ส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสูงมาก เฉพาะงบประมาณสนับสนุนบำนาญเลี้ยงชีพผู้เกษียณอายุเพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี. ซึ่งนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า เป็นการบริหารงบประมาณแบบอัตวินิบาตกรรม เนื่องจากนโยบายรัฐสวัสดิการแบบประชานิยมดังกล่าวเป็นพันธะทางการเมืองที่ไม่สามารถยกเลิกได้ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
                หลายคนกล่าวว่า ประธานาธิบดีรุสเซฟรับมรดกบาปทางการเมืองมาจากอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา และถึงวันนี้อดีตประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวากำลังถูกกรรมเก่าตามมาเล่นงานอย่างหนัก จึงเป็นเรื่องยากที่ประธานาธิบดีรุสเซฟจะรอดพ้นกรรมวิบากที่สืบทอดมาจากผู้ผลักดันเธอขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองได้.

  

สัญญาณเสื่อมทรุดของบราซิล

รายงานเช้าวันอังคารที่ 5 มกราคม 2559



                เริ่มต้นคริสต์ศักราช 2016 นักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายสำนักพากันจับจ้องไปที่ บราซิล ยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกาโดยไม่ได้นัดหมาย เนื่องจากมีกระแสสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา กำลังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองกันอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์



                รายงานการประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของบราซิล ณ สิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาระบุว่า ในปี 2558 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวร้อยละ 3.7 และคาดว่าในปี 2559 นี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.8 ธนาคารกลางของบราซิลยอมรับว่า บราซิลกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาตกต่ำต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปี และหากในปี 2559 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์จริง ก็จะเป็นสถิติใหม่ หรือปรากฏการณ์ใหม่ หรือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ เศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องกันสองปีซ้อน
                นักวิเคราะห์ชี้ว่า การหดตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงของเศรษฐกิจบราซิลนั้น มูลเหตุสำคัญมาจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้ผลักดันนโยบายเรื่องนี้ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
                นักวิจารณ์ในบราซิลเองพากันกล่าวว่า นายโจอาควิม เลวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเพียงแพะรับบาปทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานเท่านั้น เนื่องจากรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปี 2558 ที่ผ่านมา หากแต่เกิดจากความผิดพลาดในเชิงนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 หลังการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ
                พรรคแรงงานครองอำนาจเป็นรัฐบาลต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ตั้งแต่ประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวา สืบทอดมาจนถึงประธานาธิบดีหญิงรุสเซฟ ด้วยนโยบายสังคมนิยม-ประชานิยมตามแบบฉบับของหลายประเทศในละตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรัฐสวัสดิการใช้เงินงบประมาณของรัฐเกื้อหนุนประชาชนคนรากหญ้าเพื่อเร่งรัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก้ไขปัญหาความยากจนแบบก้าวกระโดด ที่แม้แต่ประเทศร่ำรวยอย่างเช่นญี่ปุ่นหรือหลายประเทศในสหภาพยุโรปก็ยังไม่กล้าทำ
                รัฐบาลพรรคแรงงานกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำไว้สูงลิบลิ่วและยังกำหนดอัตราขั้นต่ำของเงินบำนาญหลังเกษียณอายุจากการทำงานไว้เท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับบำนาญผู้เกษียณอายุสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี. ขณะที่ผู้ใช้แรงงานเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีในฝ่ายหญิงและ 55 ปีในฝ่ายชาย
                ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลยังมีบทบัญญัติคุ้มครองระบบรัฐสวัสดิการไว้อย่างเคร่งครัด การปรับลดสวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐบาลและกิจการรัฐวิสาหกิจแทบจะทำไม่ได้เลย และนั่นคือปัญหาใหญ่ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
                นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลเปิดช่องให้นักการเมืองใช้เงินของรัฐซื้อเสียงทางอ้อมโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลด้วยการจ้างงานในหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานที่มั่นคงที่สุดในบราซิล ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขันมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างน่าวิตกกังวล ปี 2558 ที่ผ่านมาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมบราซิลได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับ 4 จากท้ายสุดของตารางในกลุ่มประเทศ โออีซีดี (OECD) 41 ประเทศ
                สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้บราซิลตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเติบโตและตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ เศรษฐกิจบราซิลจะรุ่งโรจน์โชติช่วงเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว การส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อใดที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมหดตัวลง เศรษฐกิจบราซิลก็จะเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
                นโยบายรัฐสวัสดิการที่มุ่งรักษาฐานเสียงทางการเมืองของพรรคแรงงาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเกือบทุกปี ล่าสุดงบประมาณปี 2558 แม้จะมีการปรับลดงบประมาณอย่างขนานใหญ่แล้ว ก็ยังคงมียอดขาดดุลงบประมาณสูงถึงกว่า 1 หมื่น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลดังกล่าวส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเงาตามตัว
                ปัญหาการขาดดุลงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการบริหารงบประมาณของบราซิล ส่งผลให้ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนตัวลงสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และนั่นทำให้ธนาคารกลางของประเทศตกอยู่ในสภาพเสมือนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถใช้นโยบายทางการเงินช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่องบประมาณการใช้หนี้ของรัฐบาลเชื่อมโยงไปถึงตัวเลขการขาดดุลงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                เริ่มต้นปีคริสต์ศักราช 2016 หลายฝ่ายพากันจับตามองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลประธานาธิบดีหญิงดิลมา รุสเซฟกันอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะซับซ้อนยุ่งเหยิงจนน่าวิตกแล้ว สถานการณ์แวดล้อมทางการเมืองก็มีแนวโน้มว่าไม่เป็นมงคลสำหรับประธานาธิบดีรุสเซฟเท่าไรนัก
                นักสังเกตการณ์ทางการเมืองในบราซิลกล่าวว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีรุสเซฟกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดอยู่ที่ระดับไหน อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานและประธานาธิบดีรุสเซฟ จึงดูเหมือนจะฝากไว้กับผลงานการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

                จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่ายจะพากันคาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้วระบอบสังคมนิยม-ประชานิยมในบราซิล ก็คงต้องเดินไปถึงจุดสิ้นสุดเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาและเวเนซูเอล่าเมื่อปลายปีที่แล้ว