รายงานเช้าวันอังคารที่
26 เมษายน 2559
ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนในสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับซาอุดิอาระเบีย
กำลังเป็นประเด็นวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง หลังซาอุดิอาระเบียประกาศเมื่อเร็ว
ๆ นี้ว่า จะเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลกรุงริยาดห์ถืออยู่
กล่าวกันว่า
การแสดงท่าทีดังกล่าวอย่างเปิดเผยของซาอุดิอาระเบีย เปรียบไปก็คล้ายกับสหรัฐถูกเจ้าหนี้รายใหญ่ไปโพนทะนาทวงหนี้ให้เป็นที่อัปยศกลางตลาด
ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ทีเดียว แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หากซาอุดิอาระเบียเทขายพันธบัตรสหรัฐตามคำขู่จริง
ระบบเศรษฐกิจสหรัฐจะเผชิญกับความปั่นป่วนโกลาหลยิ่งกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หลายเท่า
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์รายงานว่า
ท่าทีดังกล่าวของซาอุดิอาระเบีย ไม่ใช่เป็นการ “ปล่อยข่าว”
สร้างกระแสผ่านสื่อมวลชน
หากแต่เป็นการแจ้งข่าวต่อฝ่ายสหรัฐอย่างเป็นทางการเลยทีเดียว โดยนายอับเดล บิน
อาเหม็ด อัล จูเบอีร์ (Adel bin
Ahmed Al-Jubeir) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย
ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ความขัดแย้งทางการทูตที่ค่อนข้างจะรุนแรงและเปิดเผยระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียครั้งนี้
ปะทุขึ้นหลังจากมีรายงานว่า สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งร่วมกันเคลื่อนไหวเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่มีสาระสำคัญเปิดช่องให้ชาวอเมริกันสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาลต่างประเทศในศาลสหรัฐได้
นอกจากนั้น ยังมีรายงานด้วยว่า
สมาชิกรัฐสภาสหรัฐกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวเสนอญัตติด่วนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ
เปิดเผยรายงานลับผลการสอบสวนคดีก่อการร้ายสะเทือนโลกปี 2544 ที่เรียกกันว่า “คดีไนน์-วัน-วัน”
(9/11) กรณีกลุ่มก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์กลางกรุงนิวยอร์ค
ซึ่งยังผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3 พันคน ทรัพย์สินเสียหายคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3
ล้านล้านดอลลาร์
เรื่องนี้เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุว่า
คณะกรรมการสอบสวนคดี 9/11 ของรัฐสภาพยายามปกปิดรายละเอียดผลการสอบสวนเนื่องจากมีข้อมูลบ่งชี้ว่า
เจ้าหน้าที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายครั้งนั้น
อดีตสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์เครือข่าย
ซีบีเอส (CBS) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า
สภาพแวดล้อมของเหตุการณ์ครั้งนั้นบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย
มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือให้การสนับสนุนการก่อการร้ายคราวนั้น เนื่องจากนักก่อการร้าย
19 คนที่ร่วมกันก่อเหตุ ไม่เคยเดินทางเข้าสหรัฐมาก่อน
บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วยซ้ำ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ภายใน
จะไม่มีทางก่อเหตุร้ายแรงอย่างเป็นกระบวนการเช่นนั้นได้
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า รายงานลับที่เป็นผลการสอบสวนมีรายละเอียดอย่างไร
ระบุถึงพยายานหลักฐานที่บ่งชี้หรือพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียจริงหรือไม่
หากมีข้อเท็จจริงว่า รายงานดังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ของซาอุดิอาระเบียจริง
การเปิดเผยรายงานฉบับนั้นต่อสาธารณชน
จะเป็นพยายนหลักฐานเบื้องต้นที่เปิดช่องให้ผู้เสียหายในเหตุการณ์ 9/11
ฟ้องร้องต่อศาลสหรัฐเพื่อเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้
รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบียแจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาสหรัฐว่า
หากมีการเปิดเผยข้อมูลลับเรื่องนี้ ซาอุดิอาระเบียก็ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น
นอกจากเทขายสินทรัพย์ทุกอย่างของซาอุดิอาระเบียที่มีอยู่ในสหรัฐคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ
7 แสน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสั่งอายัดเมื่อรัฐบาลซาอุดิอาระเบียตกเป็นจำเลยในศาลสหรัฐในคดี
9/11
![]() |
| อับเดล อัล เบอีร์ รมต.ต่างประเทศซาอุดิอาระเบีย |
นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายสำนักให้ทัศนะว่า
การกระทำดังกล่าวของซาอุดิอาระเบียเป็นเรื่องพูดง่าย แต่ทำยากในทางปฏิบัติ
เนื่องจากการเทขายพันธบัตรมูลค่ามหาศาลอย่างฉับพลันทันทีนั้น แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินของสหรัฐอย่างรุนแรงก็จริง
แต่ซาอุดิอาระเบียเองจะได้รับผลทบในทางลบมากกว่าสหรัฐหลายเท่า
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า
คำขู่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดิอาระเบียไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
และสมมติว่าซาอุดิอาระเบียประกาศเทขายพันธบัตรสหรัฐมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์จริง
ผลกระทบที่จะตามมาคือระเกิดปัญหาระบบการเงินปั่นป่วนไปทั้งโลก
เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ที่เป็นสกุลหลักอันดับหนึ่งของโลกจะอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง และฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดก็คือซาอุดิอาระเบียนั่นเอง
เนื่องจากระบบเงินตราของซาอุดิอาระเบียผูกติดอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง
อย่างไรก็ดี
นักวิเคราะห์ฝ่ายการเมืองและการทหารในสหรัฐกล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายซาอุดิอาระเบียในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า
สัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียกำลังร้าวฉานอย่างหนัก อันเนื่องมาจากหลากหลายปัจจัยที่สั่งสมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานหลายปี
นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า ประเด็นหลักของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายที่ต่างกันเกือบจะสิ้นเชิงระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบียในส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง
การเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่านของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธาธิบดีบารัค
โอบามา ได้ก่อให้เกิดความร้าวฉานกับรัฐบาลกรุงริยาดห์อย่างรุนแรง
เนื่องจากซาอุดิอาระเบียมองว่า
สหรัฐกำลังเกื้อหนุนการแผ่อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง
ทั้งที่ตระหนักเป็นอย่างดีว่า อิหร่านเป็นคู่แข่งสำคัญของซาอุดิอาระเบียในทุก ๆ
ด้าน
ทิศทางนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐที่เปลี่ยนไป
เกี่ยวข้องกับรายงานลับคดี 9/11 จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายฝ่ายกำลังขุดคุ้ยหาคำตอบกันจ้าละหวั่นทีเดียว
สมาชิกรัฐสภาสหรัฐหลายคนกล่าวว่า
การเปิดเผยรายละเอียดผลการสอบสวนคดี 9/11 จะช่วยคลี่คลายความคลุมเครือในสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐกับซาอุดิอาระเบีย
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ
จะช่วยตอบคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของชาวอเมริกันมานานหลายปีว่า
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดิอาระเบียเกี่ยวข้องกับเหตุก่อการร้ายบันลือโลกปี 2544
จริงหรือไม่
ถ้าจริง
ทำเนียบขาวก็ต้องหาคำตอบที่สมเหตุสมผลมาแจ้งต่อสาธารณชนชาวอเมริกันว่า เพราะเหตุใดรัฐบาลสหรัฐจึงยังคบค้ากับผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
ขณะที่เงินภาษีของชาวอเมริกันจำนวนมหาศาลต้องละลายหายไปเป็นอากาศธาตุในสงครามต่อต้านลัทธิก่อการร้ายที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่าสิบปี.


No comments :
Post a Comment