รายงานเช้าวันอังคารที่
5 มกราคม 2559
เริ่มต้นคริสต์ศักราช 2016
นักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายสำนักพากันจับจ้องไปที่ บราซิล
ยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกาโดยไม่ได้นัดหมาย
เนื่องจากมีกระแสสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา
กำลังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองกันอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว
![]() |
| ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ |
รายงานการประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของบราซิล
ณ สิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาระบุว่า ในปี 2558 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวร้อยละ 3.7
และคาดว่าในปี 2559 นี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.8 ธนาคารกลางของบราซิลยอมรับว่า
บราซิลกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาตกต่ำต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปี
และหากในปี 2559 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์จริง ก็จะเป็นสถิติใหม่
หรือปรากฏการณ์ใหม่ หรือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในช่วงเวลากว่า 60 ปีที่
เศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องกันสองปีซ้อน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า
การหดตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงของเศรษฐกิจบราซิลนั้น
มูลเหตุสำคัญมาจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการขาดดุลงบประมาณ
ซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้ผลักดันนโยบายเรื่องนี้ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
นักวิจารณ์ในบราซิลเองพากันกล่าวว่า
นายโจอาควิม เลวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เป็นเพียงแพะรับบาปทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานเท่านั้น เนื่องจากรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปี
2558 ที่ผ่านมา หากแต่เกิดจากความผิดพลาดในเชิงนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี
2554 หลังการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ
พรรคแรงงานครองอำนาจเป็นรัฐบาลต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ
20 ตั้งแต่ประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวา สืบทอดมาจนถึงประธานาธิบดีหญิงรุสเซฟ
ด้วยนโยบายสังคมนิยม-ประชานิยมตามแบบฉบับของหลายประเทศในละตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรัฐสวัสดิการใช้เงินงบประมาณของรัฐเกื้อหนุนประชาชนคนรากหญ้าเพื่อเร่งรัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก้ไขปัญหาความยากจนแบบก้าวกระโดด
ที่แม้แต่ประเทศร่ำรวยอย่างเช่นญี่ปุ่นหรือหลายประเทศในสหภาพยุโรปก็ยังไม่กล้าทำ
รัฐบาลพรรคแรงงานกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำไว้สูงลิบลิ่วและยังกำหนดอัตราขั้นต่ำของเงินบำนาญหลังเกษียณอายุจากการทำงานไว้เท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
ส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับบำนาญผู้เกษียณอายุสูงถึง 12
เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี.
ขณะที่ผู้ใช้แรงงานเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีในฝ่ายหญิงและ 55 ปีในฝ่ายชาย
ยิ่งไปกว่านั้น
กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลยังมีบทบัญญัติคุ้มครองระบบรัฐสวัสดิการไว้อย่างเคร่งครัด
การปรับลดสวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐบาลและกิจการรัฐวิสาหกิจแทบจะทำไม่ได้เลย
และนั่นคือปัญหาใหญ่ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากกว่าร้อยละ 90
ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า
กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลเปิดช่องให้นักการเมืองใช้เงินของรัฐซื้อเสียงทางอ้อมโดยถูกต้องตามกฎหมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลด้วยการจ้างงานในหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานที่มั่นคงที่สุดในบราซิล
ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขันมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างน่าวิตกกังวล
ปี 2558
ที่ผ่านมาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมบราซิลได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับ
4 จากท้ายสุดของตารางในกลุ่มประเทศ โออีซีดี (OECD) 41 ประเทศ
สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้บราซิลตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเติบโตและตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กล่าวคือ เศรษฐกิจบราซิลจะรุ่งโรจน์โชติช่วงเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ
แต่เมื่อใดที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมหดตัวลง
เศรษฐกิจบราซิลก็จะเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
นโยบายรัฐสวัสดิการที่มุ่งรักษาฐานเสียงทางการเมืองของพรรคแรงงาน
ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเกือบทุกปี ล่าสุดงบประมาณปี 2558
แม้จะมีการปรับลดงบประมาณอย่างขนานใหญ่แล้ว ก็ยังคงมียอดขาดดุลงบประมาณสูงถึงกว่า
1 หมื่น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลดังกล่าวส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเงาตามตัว
ปัญหาการขาดดุลงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการบริหารงบประมาณของบราซิล
ส่งผลให้ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนตัวลงสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
และนั่นทำให้ธนาคารกลางของประเทศตกอยู่ในสภาพเสมือนง่อยเปลี้ยเสียขา
ไม่สามารถใช้นโยบายทางการเงินช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้เท่าที่ควร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่องบประมาณการใช้หนี้ของรัฐบาลเชื่อมโยงไปถึงตัวเลขการขาดดุลงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เริ่มต้นปีคริสต์ศักราช 2016 หลายฝ่ายพากันจับตามองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลประธานาธิบดีหญิงดิลมา
รุสเซฟกันอย่างใกล้ชิด
เพราะนอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะซับซ้อนยุ่งเหยิงจนน่าวิตกแล้ว
สถานการณ์แวดล้อมทางการเมืองก็มีแนวโน้มว่าไม่เป็นมงคลสำหรับประธานาธิบดีรุสเซฟเท่าไรนัก
นักสังเกตการณ์ทางการเมืองในบราซิลกล่าวว่า
คะแนนนิยมของประธานาธิบดีรุสเซฟกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดอยู่ที่ระดับไหน
อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานและประธานาธิบดีรุสเซฟ
จึงดูเหมือนจะฝากไว้กับผลงานการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่ายจะพากันคาดการณ์ว่า
ในที่สุดแล้วระบอบสังคมนิยม-ประชานิยมในบราซิล
ก็คงต้องเดินไปถึงจุดสิ้นสุดเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาและเวเนซูเอล่าเมื่อปลายปีที่แล้ว

No comments :
Post a Comment