Saturday, April 16, 2016

สัญญาณเสื่อมทรุดของบราซิล

รายงานเช้าวันอังคารที่ 5 มกราคม 2559



                เริ่มต้นคริสต์ศักราช 2016 นักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายสำนักพากันจับจ้องไปที่ บราซิล ยักษ์ใหญ่แห่งละตินอเมริกาโดยไม่ได้นัดหมาย เนื่องจากมีกระแสสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา กำลังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองกันอย่างขนานใหญ่เลยทีเดียว
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์



                รายงานการประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของบราซิล ณ สิ้นปี 2558 ที่ผ่านมาระบุว่า ในปี 2558 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวร้อยละ 3.7 และคาดว่าในปี 2559 นี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.8 ธนาคารกลางของบราซิลยอมรับว่า บราซิลกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาตกต่ำต่อเนื่องยาวนานที่สุดในรอบ 25 ปี และหากในปี 2559 เศรษฐกิจบราซิลหดตัวตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์จริง ก็จะเป็นสถิติใหม่ หรือปรากฏการณ์ใหม่ หรือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในช่วงเวลากว่า 60 ปีที่ เศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องกันสองปีซ้อน
                นักวิเคราะห์ชี้ว่า การหดตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงของเศรษฐกิจบราซิลนั้น มูลเหตุสำคัญมาจากความผิดพลาดทางนโยบายของรัฐบาลเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้ผลักดันนโยบายเรื่องนี้ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
                นักวิจารณ์ในบราซิลเองพากันกล่าวว่า นายโจอาควิม เลวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นเพียงแพะรับบาปทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานเท่านั้น เนื่องจากรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปี 2558 ที่ผ่านมา หากแต่เกิดจากความผิดพลาดในเชิงนโยบายที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 หลังการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ
                พรรคแรงงานครองอำนาจเป็นรัฐบาลต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 20 ตั้งแต่ประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวา สืบทอดมาจนถึงประธานาธิบดีหญิงรุสเซฟ ด้วยนโยบายสังคมนิยม-ประชานิยมตามแบบฉบับของหลายประเทศในละตินอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรัฐสวัสดิการใช้เงินงบประมาณของรัฐเกื้อหนุนประชาชนคนรากหญ้าเพื่อเร่งรัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก้ไขปัญหาความยากจนแบบก้าวกระโดด ที่แม้แต่ประเทศร่ำรวยอย่างเช่นญี่ปุ่นหรือหลายประเทศในสหภาพยุโรปก็ยังไม่กล้าทำ
                รัฐบาลพรรคแรงงานกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำไว้สูงลิบลิ่วและยังกำหนดอัตราขั้นต่ำของเงินบำนาญหลังเกษียณอายุจากการทำงานไว้เท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับบำนาญผู้เกษียณอายุสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี. ขณะที่ผู้ใช้แรงงานเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีในฝ่ายหญิงและ 55 ปีในฝ่ายชาย
                ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลยังมีบทบัญญัติคุ้มครองระบบรัฐสวัสดิการไว้อย่างเคร่งครัด การปรับลดสวัสดิการสำหรับผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐบาลและกิจการรัฐวิสาหกิจแทบจะทำไม่ได้เลย และนั่นคือปัญหาใหญ่ในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากกว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
                นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญของบราซิลเปิดช่องให้นักการเมืองใช้เงินของรัฐซื้อเสียงทางอ้อมโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลด้วยการจ้างงานในหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานที่มั่นคงที่สุดในบราซิล ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขันมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างน่าวิตกกังวล ปี 2558 ที่ผ่านมาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมบราซิลได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับ 4 จากท้ายสุดของตารางในกลุ่มประเทศ โออีซีดี (OECD) 41 ประเทศ
                สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้บราซิลตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเติบโตและตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กล่าวคือ เศรษฐกิจบราซิลจะรุ่งโรจน์โชติช่วงเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างรวดเร็ว การส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อใดที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การส่งออกวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมหดตัวลง เศรษฐกิจบราซิลก็จะเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
                นโยบายรัฐสวัสดิการที่มุ่งรักษาฐานเสียงทางการเมืองของพรรคแรงงาน ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเกือบทุกปี ล่าสุดงบประมาณปี 2558 แม้จะมีการปรับลดงบประมาณอย่างขนานใหญ่แล้ว ก็ยังคงมียอดขาดดุลงบประมาณสูงถึงกว่า 1 หมื่น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมหาศาลดังกล่าวส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเงาตามตัว
                ปัญหาการขาดดุลงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปหรือปรับโครงสร้างการบริหารงบประมาณของบราซิล ส่งผลให้ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนตัวลงสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และนั่นทำให้ธนาคารกลางของประเทศตกอยู่ในสภาพเสมือนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถใช้นโยบายทางการเงินช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลออัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่องบประมาณการใช้หนี้ของรัฐบาลเชื่อมโยงไปถึงตัวเลขการขาดดุลงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                เริ่มต้นปีคริสต์ศักราช 2016 หลายฝ่ายพากันจับตามองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลประธานาธิบดีหญิงดิลมา รุสเซฟกันอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะซับซ้อนยุ่งเหยิงจนน่าวิตกแล้ว สถานการณ์แวดล้อมทางการเมืองก็มีแนวโน้มว่าไม่เป็นมงคลสำหรับประธานาธิบดีรุสเซฟเท่าไรนัก
                นักสังเกตการณ์ทางการเมืองในบราซิลกล่าวว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีรุสเซฟกำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วสวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดอยู่ที่ระดับไหน อนาคตทางการเมืองของรัฐบาลพรรคแรงงานและประธานาธิบดีรุสเซฟ จึงดูเหมือนจะฝากไว้กับผลงานการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

                จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายฝ่ายจะพากันคาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้วระบอบสังคมนิยม-ประชานิยมในบราซิล ก็คงต้องเดินไปถึงจุดสิ้นสุดเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในอาร์เจนตินาและเวเนซูเอล่าเมื่อปลายปีที่แล้ว  

No comments :

Post a Comment