รายงานเช้าวันอังคารที่
15 มีนาคม 2559
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ชาวบราซิลทั่วประเทศกว่า 3
ล้านคนลุกฮือขึ้นชุมนุมประท้วงกดดันให้รัฐสภาเร่งรัดกระบวนการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีหญิง
ดิลมา รุสเซฟ ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่น
สื่อมวลชนทั้งในบราซิลเองและจากต่างประเทศรายงานตรงกันว่า
ปรากฏการณ์เมื่อวันอาทิตย์นับเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบราซิล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุม
แถลงยืนยันว่า มีการชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีรุสเซฟในกว่า 150 เมืองทั่วประเทศ
รวมจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนแน่นอน
![]() |
| ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ |
เฉพาะในเมืองเซาเปาโลก
ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบราซิล
มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 5 แสนคน ขณะที่ในกรุงบราซิเลียเมืองหลวง
มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 1 แสนคน
ป้ายคำขวัญที่บรรดาผู้ประท้วงชูกันสลอนระหว่างเดินขบวนไปตามท้องถนน
ใช้ข้อความเดียวกันเกือบทั้งหมด นั่นคือ “หยุดคอร์รัปชั่น”
นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า
จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่ล้นหลามเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้
สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสถาบันทางการเมืองในบราซิลทั้งระบบ
ตั้งแต่ตัวประธานาธิบดีผู้นำฝ่ายบริหารไปจนกระทั่งถึงรัฐสภา
ซึ่งโดยหลักการแล้วมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหาร
ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีดิลมา
รุสเซฟออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น
ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภามาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เวลาล่วงเลยไปกว่า
3 เดือน แต่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
เนื่องจากนักการเมืองระดับสูงทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายคน
รวมทั้งนายเอดูอาร์โด คุนญา (Eduardo
Cunha) ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง และรองประธานาธิบดีต่างก็มีชนักติดหลัง
มีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตบราส
(Petrobras) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
คดีทุจริตในบริษัทเปโตบราสนั้นมีการขุดคุ้ยเปิดโปงต่อสาธารณชนและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายละเอียดและความเสียหายต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า
2 ปี เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนระบุว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและนักธุรกิจระดับสูงจำนวนมากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า
3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท
ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
มีนักธุรกิจภาคเอกชนและนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีไปแล้วหลายคน
และยิ่งนานวันก็ยิ่งพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดนักการเมืองระดับสูงในพรรครัฐบาลรวมทั้งตัวประธานาธิบดีดิลมา
รุสเซฟเองมากขึ้นทุกที
ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สำนักงานอัยการรัฐเซาเปาโลได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติหมายจับอดีตประธานาธิบดี
ลูอิส อินา ซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva)
ในข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฉ้อฉลในบริษัทเปโตบราส
ขณะที่ประธานาธิบดีรุสเซฟแถลงว่า เธอกำลังพิจารณาจะแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา
ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคณะรัฐมนตรี
นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียชี้ว่า
การแสดงท่าทีดังกล่าวของประธานาธิบดีรุสเซฟ
น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากการแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา
ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะทำให้เขาได้สิทธิพิเศษคุ้มครองทางกฎหมาย
อัยการไม่สามารถควบคุมตัวได้ในทันที
ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนโดยคณะตุลาการพิเศษเท่านั้น
กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นวิธีการที่บรรดานักการเมืองระดับสูงใช้ในการหน่วงเหนี่ยวหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาโดยตลอด
ขณะที่กระบวนการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งก็เผชิญกับกลยุทธ์ถ่วงเวลาด้วยเทคนิคทางกฎหมายลักษณะเดียวกัน
ซึ่งสร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวบราซิลโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำนวนผู้คนที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกันอย่างล้นหลามเมื่อวันอาทิตย์
จะเป็นแรงกดดันให้บรรดานักการเมืองในรัฐสภาจำเป็นต้องเร่งรัดกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟให้คืบหน้าเร็วขึ้น
แต่ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็พากันแสดงความวิตกกังวลว่า
สถานการณ์ความโกลาหลทางการเมืองอันเนื่องมาจากการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่ง
จะทำให้ปัญหาทางเศรษฐกิจในบราซิลเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ณ
ปัจจุบันเศรษฐกิจบราซิลตกอยู่ในภาวะถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี
ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวบราซิลทั่วประเทศระบุว่า
กว่าครึ่งต้องการให้รัฐสภาดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด
คนบางกลุ่มถึงกับประกาศสนับสนุนให้ทหารใช้กำลังยึดอำนาจจากคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีรุสเซฟเลยทีเดียว
![]() |
| อดีตประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา |
รายงานของสถาบันสถิติแห่งชาติของบราซิล
ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา
เศรษฐกิจของบราซิลหดตัวลง 3.8 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะหดตัวลงอีก 3.45
เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 นี้
ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจในเซาเปาโลและในกรุงบราซิเลียให้ความเห็นว่า
ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจบราซิลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
แต่รากเหง้าของปัญหาจริง ๆ นั้นเกิดจากความผิดพลาดในนโยบายทางการเมือง
กล่าวกันว่านโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคแรงงานภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูลา
ดา ซิลวา ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ ส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสูงมาก
เฉพาะงบประมาณสนับสนุนบำนาญเลี้ยงชีพผู้เกษียณอายุเพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนสูงถึงกว่า
11 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี. ซึ่งนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า
เป็นการบริหารงบประมาณแบบอัตวินิบาตกรรม เนื่องจากนโยบายรัฐสวัสดิการแบบประชานิยมดังกล่าวเป็นพันธะทางการเมืองที่ไม่สามารถยกเลิกได้ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
หลายคนกล่าวว่า
ประธานาธิบดีรุสเซฟรับมรดกบาปทางการเมืองมาจากอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา
และถึงวันนี้อดีตประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวากำลังถูกกรรมเก่าตามมาเล่นงานอย่างหนัก
จึงเป็นเรื่องยากที่ประธานาธิบดีรุสเซฟจะรอดพ้นกรรมวิบากที่สืบทอดมาจากผู้ผลักดันเธอขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองได้.



No comments :
Post a Comment