Saturday, April 16, 2016

วิบากกรรมผู้นำหญิงแห่งบราซิล

รายงานเช้าวันอังคารที่ 15 มีนาคม 2559



                วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชาวบราซิลทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคนลุกฮือขึ้นชุมนุมประท้วงกดดันให้รัฐสภาเร่งรัดกระบวนการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่น
                สื่อมวลชนทั้งในบราซิลเองและจากต่างประเทศรายงานตรงกันว่า ปรากฏการณ์เมื่อวันอาทิตย์นับเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบราซิล สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของการชุมนุม แถลงยืนยันว่า มีการชุมนุมต่อต้านประธานาธิบดีรุสเซฟในกว่า 150 เมืองทั่วประเทศ รวมจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนแน่นอน
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์
                เฉพาะในเมืองเซาเปาโลก ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบราซิล มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 5 แสนคน ขณะที่ในกรุงบราซิเลียเมืองหลวง มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 1 แสนคน ป้ายคำขวัญที่บรรดาผู้ประท้วงชูกันสลอนระหว่างเดินขบวนไปตามท้องถนน ใช้ข้อความเดียวกันเกือบทั้งหมด นั่นคือ “หยุดคอร์รัปชั่น”
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า จำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่ล้นหลามเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสถาบันทางการเมืองในบราซิลทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวประธานาธิบดีผู้นำฝ่ายบริหารไปจนกระทั่งถึงรัฐสภา ซึ่งโดยหลักการแล้วมีหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหาร
                ญัตติถอดถอนประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟออกจากตำแหน่งด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐสภามาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เวลาล่วงเลยไปกว่า 3 เดือน แต่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากนักการเมืองระดับสูงทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านหลายคน รวมทั้งนายเอดูอาร์โด คุนญา (Eduardo Cunha) ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง และรองประธานาธิบดีต่างก็มีชนักติดหลัง มีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตบราส (Petrobras) บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
                คดีทุจริตในบริษัทเปโตบราสนั้นมีการขุดคุ้ยเปิดโปงต่อสาธารณชนและมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายละเอียดและความเสียหายต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 2 ปี เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนระบุว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและนักธุรกิจระดับสูงจำนวนมากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท
                ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา มีนักธุรกิจภาคเอกชนและนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีไปแล้วหลายคน และยิ่งนานวันก็ยิ่งพบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิดนักการเมืองระดับสูงในพรรครัฐบาลรวมทั้งตัวประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟเองมากขึ้นทุกที
                ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักงานอัยการรัฐเซาเปาโลได้ยื่นคำร้องต่อศาลขออนุมัติหมายจับอดีตประธานาธิบดี ลูอิส อินา ซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ในข้อหาฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฉ้อฉลในบริษัทเปโตบราส ขณะที่ประธานาธิบดีรุสเซฟแถลงว่า เธอกำลังพิจารณาจะแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคณะรัฐมนตรี
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียชี้ว่า การแสดงท่าทีดังกล่าวของประธานาธิบดีรุสเซฟ น่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เป็นชนวนให้เกิดการชุมนุมใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากการแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะทำให้เขาได้สิทธิพิเศษคุ้มครองทางกฎหมาย อัยการไม่สามารถควบคุมตัวได้ในทันที ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนโดยคณะตุลาการพิเศษเท่านั้น
                กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นวิธีการที่บรรดานักการเมืองระดับสูงใช้ในการหน่วงเหนี่ยวหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายมาโดยตลอด ขณะที่กระบวนการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งก็เผชิญกับกลยุทธ์ถ่วงเวลาด้วยเทคนิคทางกฎหมายลักษณะเดียวกัน ซึ่งสร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวบราซิลโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก
                อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า จำนวนผู้คนที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกันอย่างล้นหลามเมื่อวันอาทิตย์ จะเป็นแรงกดดันให้บรรดานักการเมืองในรัฐสภาจำเป็นต้องเร่งรัดกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟให้คืบหน้าเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็พากันแสดงความวิตกกังวลว่า สถานการณ์ความโกลาหลทางการเมืองอันเนื่องมาจากการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่ง จะทำให้ปัญหาทางเศรษฐกิจในบราซิลเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม
                ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจบราซิลตกอยู่ในภาวะถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวบราซิลทั่วประเทศระบุว่า กว่าครึ่งต้องการให้รัฐสภาดำเนินการถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งโดยเร็วที่สุด คนบางกลุ่มถึงกับประกาศสนับสนุนให้ทหารใช้กำลังยึดอำนาจจากคณะรัฐบาลของประธานาธิบดีรุสเซฟเลยทีเดียว
อดีตประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา
                รายงานของสถาบันสถิติแห่งชาติของบราซิล ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจของบราซิลหดตัวลง 3.8 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะหดตัวลงอีก 3.45 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 นี้ ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจในเซาเปาโลและในกรุงบราซิเลียให้ความเห็นว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจบราซิลนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่รากเหง้าของปัญหาจริง ๆ นั้นเกิดจากความผิดพลาดในนโยบายทางการเมือง
                กล่าวกันว่านโยบายรัฐสวัสดิการของพรรคแรงงานภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ ส่งผลให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสูงมาก เฉพาะงบประมาณสนับสนุนบำนาญเลี้ยงชีพผู้เกษียณอายุเพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี. ซึ่งนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า เป็นการบริหารงบประมาณแบบอัตวินิบาตกรรม เนื่องจากนโยบายรัฐสวัสดิการแบบประชานิยมดังกล่าวเป็นพันธะทางการเมืองที่ไม่สามารถยกเลิกได้ไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
                หลายคนกล่าวว่า ประธานาธิบดีรุสเซฟรับมรดกบาปทางการเมืองมาจากอดีตประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา และถึงวันนี้อดีตประธานาธิบดีลูลา ดาซิลวากำลังถูกกรรมเก่าตามมาเล่นงานอย่างหนัก จึงเป็นเรื่องยากที่ประธานาธิบดีรุสเซฟจะรอดพ้นกรรมวิบากที่สืบทอดมาจากผู้ผลักดันเธอขึ้นมาเป็นทายาททางการเมืองได้.

  

No comments :

Post a Comment