Sunday, April 24, 2016

อวสานประชานิยมในบราซิล

รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2559


                เส้นทางอนาคตของรัฐบาลบราซิลภายใต้การนำของประธานาธิบดีหญิง ดิลมา รุสเซฟ หดสั้นลงอย่างรวดเร็วจนนักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางกลุ่มบางคนถึงกับนับเวลากันเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบด้านบ่งชี้ว่าทางเลือก ทางรอดเหลือน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
                วันอังคารที่ผ่านมา พรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐสภา ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดสินใจสละเรือกลางมรสุม ด้วยความมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า รัฐนาวาของประธานาธิบดีรุสเซฟต้องถึงกาลอับปางในไม่ช้านี้แน่นอน
รองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์
                กรรมการบริหารของพรรค ขบวนการประชาธิปไตยบราซิล หรือ พีเอ็มดีบี. (PMDB) ภายใต้การนำของรองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์ (Michel Temer) ใช้เวลาประชุมปรึกษาหารือกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล
                วันเดียวกัน พรรคก้าวหน้า (Progressive Party) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีที่นั่งในรัฐสภามากเป็นอันดับสอง ก็ประกาศท่าทีจะพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้พรรคแรงงานซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลและประธานาธิบดีถูกทิ้งให้เผชิญกับมรสุมทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปีคริสต์ศักราช 1980
                ความเคลื่อนไหวถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลของพรรคพีเอ็มดีบี.และพรรคก้าวหน้า ทำให้ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักของบราซิลทะยานสูงขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเชื่อกันว่า รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟจะถึงกาลล่มสลายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
                มรสุมทางการเมืองกำลังเคลื่อนตัวเข้ากระหน่ำประธานาธิบดีรุสเซฟในทุกทิศทาง สภาผู้แทนราษฎรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงการสอบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตรบราส (Petrobras) ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
                นอกจากนั้น สภาทนายความของบราซิลยังได้เคลื่อนไหวยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฏรพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งซ้ำเข้าไปอีกญัตติหนึ่งด้วยข้อกล่าวหาว่า ใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งยกเว้นภาษีให้แก่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟา (FIFA) ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปีคริสต์ศักราช 2014 หรือเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า ความพยายามที่จะจัดทำงบประมาณขาดดุลจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2014 และ 2015 ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟต้องหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
การชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี ดิลมา รุสซฟ
                ผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลถึง 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ทำให้บราซิลมียอดหนี้สาธารณะสะสมทะยานสูงขึ้นเป็นกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี (GDP) และกลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกในปี 2559
                แม้จะอัดฉีดงบประมาณขาดดุลถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจบราซิลเมื่อปีที่แล้วยังหดตัวรุนแรงถึง 3.8 เปอร์เซ็นต์ และคาดกันว่าในปีนี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่า 3.5 เปอร์เซ็นต์ นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งชี้ว่า ทั้งหมดเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคแรงงานที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
                นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ชี้ว่า นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนตามโครงการ “บอลซา ฟามิเลีย” (Bolsa Familia) แจกเงินค่าครองชีพให้แก่คนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานถึงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้บราซิลต้องพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกพืชผลทางการเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมอย่างเช่นสินแร่ เป็นหลัก
                เมื่อเศรษฐกิจโลกหดตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของบราซิลเริ่มชะลอตัว รายได้ของบราซิลก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีรายได้เพียงพอจะเกื้อหนุน เนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไม่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
                นักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า ลำพังนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของบราซิลเท่าไรนัก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง โดยเฉพาะในพรรครัฐบาล ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่า เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัจจัยทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกลับแสดงท่าทีปกป้องนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน
ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟ
                การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวประธานาธิบดาและคณะรัฐบาล แต่ก็มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีในสภาผู้แทนราษฎร เพราะการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล จะทำให้เสียงสนับสนุนของประธานาธิบดีหดหายไป โอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติถอดถอนประธานาธิบดีจึงมีมากขึ้น
                นอกจากนั้น การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล ยังส่งผลให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟตกอยู่ในสภาพเสมือน “เป็ดง่อย” ไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากไม่มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภาเพียงพอที่จะผ่านร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปหรือเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
                ทางออกของประธานาธิบดีรุสเซฟดูเหมือนจะมีไม่มากนัก ทางหนึ่งคือปักหลักสู้ญัตติถอดถอนในรัฐสภา หรือไม่ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระในปี 2561 ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อกันว่า ไม่ว่าจะเลือกเดินทางใดก็ตาม นโยบายประชานิยมที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของพรรคแรงงานมายาวนานกว่า 15 ปีดูเหมือนจะเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว พร้อมกับความหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศ

                ประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด ณ วันนี้ ดูเหมือนจะอยู่ที่ว่า ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ จะต้องยุติบทบาททางการเมืองลงพร้อมกับนโยบายประชานิยมด้วยหรือไม่เท่านั้นเอง. 

No comments :

Post a Comment