รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่
31 มีนาคม 2559
เส้นทางอนาคตของรัฐบาลบราซิลภายใต้การนำของประธานาธิบดีหญิง
ดิลมา รุสเซฟ
หดสั้นลงอย่างรวดเร็วจนนักวิเคราะห์และนักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางกลุ่มบางคนถึงกับนับเวลากันเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว
เนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบด้านบ่งชี้ว่าทางเลือก ทางรอดเหลือน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
วันอังคารที่ผ่านมา
พรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐสภา
ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดสินใจสละเรือกลางมรสุม ด้วยความมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า
รัฐนาวาของประธานาธิบดีรุสเซฟต้องถึงกาลอับปางในไม่ช้านี้แน่นอน
![]() |
| รองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์ |
กรรมการบริหารของพรรค
ขบวนการประชาธิปไตยบราซิล หรือ พีเอ็มดีบี. (PMDB) ภายใต้การนำของรองประธานาธิบดี มิเชล ทีเมอร์ (Michel
Temer) ใช้เวลาประชุมปรึกษาหารือกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ก่อนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล
วันเดียวกัน พรรคก้าวหน้า (Progressive Party)
ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีที่นั่งในรัฐสภามากเป็นอันดับสอง
ก็ประกาศท่าทีจะพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้พรรคแรงงานซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลและประธานาธิบดีถูกทิ้งให้เผชิญกับมรสุมทางการเมืองครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปีคริสต์ศักราช
1980
ความเคลื่อนไหวถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลของพรรคพีเอ็มดีบี.และพรรคก้าวหน้า
ทำให้ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักของบราซิลทะยานสูงขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์
ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 20 ปี เนื่องจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเชื่อกันว่า
รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟจะถึงกาลล่มสลายในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
มรสุมทางการเมืองกำลังเคลื่อนตัวเข้ากระหน่ำประธานาธิบดีรุสเซฟในทุกทิศทาง
สภาผู้แทนราษฎรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย
และใช้อำนาจทางการเมืองแทรกแซงการสอบสวนคดีทุจริตคอร์รัปชั่นในบริษัทเปโตรบราส (Petrobras) ซึ่งเป็นกิจการรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนั้น
สภาทนายความของบราซิลยังได้เคลื่อนไหวยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฏรพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟออกจากตำแหน่งซ้ำเข้าไปอีกญัตติหนึ่งด้วยข้อกล่าวหาว่า
ใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งยกเว้นภาษีให้แก่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ หรือ ฟีฟา (FIFA)
ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อปีคริสต์ศักราช 2014 หรือเมื่อ 2
ปีก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงบราซิเลียกล่าวว่า
ความพยายามที่จะจัดทำงบประมาณขาดดุลจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2014 และ
2015 ทำให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟต้องหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
![]() |
| การชุมนุมประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี ดิลมา รุสซฟ |
ผลจากการจัดทำงบประมาณขาดดุลถึง
10 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา
ทำให้บราซิลมียอดหนี้สาธารณะสะสมทะยานสูงขึ้นเป็นกว่า 67
เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ จีดีพี (GDP) และกลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกในปี
2559
แม้จะอัดฉีดงบประมาณขาดดุลถึง 10
เปอร์เซ็นต์ แต่เศรษฐกิจบราซิลเมื่อปีที่แล้วยังหดตัวรุนแรงถึง 3.8 เปอร์เซ็นต์
และคาดกันว่าในปีนี้เศรษฐกิจบราซิลจะหดตัวลงอีกไม่น้อยกว่า 3.5 เปอร์เซ็นต์
นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งชี้ว่า
ทั้งหมดเป็นผลพวงจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคแรงงานที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี
2540 ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ชี้ว่า
นโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนตามโครงการ “บอลซา ฟามิเลีย” (Bolsa Familia)
แจกเงินค่าครองชีพให้แก่คนยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อเดือน
รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานถึงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้บราซิลต้องพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกพืชผลทางการเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมอย่างเช่นสินแร่
เป็นหลัก
เมื่อเศรษฐกิจโลกหดตัวลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของบราซิลเริ่มชะลอตัว
รายได้ของบราซิลก็หดหายไปอย่างรวดเร็ว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีรายได้เพียงพอจะเกื้อหนุน
เนื่องจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไม่ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ
นักวิเคราะห์อีกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า
ลำพังนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของบราซิลเท่าไรนัก
ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง โดยเฉพาะในพรรครัฐบาล
ดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่า
เนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัจจัยทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง
ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟกลับแสดงท่าทีปกป้องนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน
![]() |
| ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟ |
การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลแม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวประธานาธิบดาและคณะรัฐบาล
แต่ก็มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาญัตติถอดถอนประธานาธิบดีในสภาผู้แทนราษฎร
เพราะการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล จะทำให้เสียงสนับสนุนของประธานาธิบดีหดหายไป โอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติถอดถอนประธานาธิบดีจึงมีมากขึ้น
นอกจากนั้น
การถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาล
ยังส่งผลให้รัฐบาลประธานาธิบดีรุสเซฟตกอยู่ในสภาพเสมือน “เป็ดง่อย”
ไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากไม่มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภาเพียงพอที่จะผ่านร่างกฎหมายเพื่อการปฏิรูปหรือเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น
ทางออกของประธานาธิบดีรุสเซฟดูเหมือนจะมีไม่มากนัก
ทางหนึ่งคือปักหลักสู้ญัตติถอดถอนในรัฐสภา
หรือไม่ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระในปี 2561 ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อกันว่า
ไม่ว่าจะเลือกเดินทางใดก็ตาม
นโยบายประชานิยมที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นของพรรคแรงงานมายาวนานกว่า 15
ปีดูเหมือนจะเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว พร้อมกับความหายนะทางเศรษฐกิจของประเทศ
ประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด
ณ วันนี้ ดูเหมือนจะอยู่ที่ว่า ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ
จะต้องยุติบทบาททางการเมืองลงพร้อมกับนโยบายประชานิยมด้วยหรือไม่เท่านั้นเอง.



No comments :
Post a Comment