Thursday, May 12, 2016

โศกนาฏกรรมในเวเนซูเอลา


รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม 2559



                ชาวเวเนซูเอลากำลังเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ขนมปังไม่พอ อาชญากรรมทะยานทะลุเพดาน แข่งกับอัตราเงินเฟ้อ รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแถลงว่า เวเนซูเอลากำลังตกเป็นเหยื่อการวินาศกรรมทางเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร
                ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่า เกิดการปล้นสดมภ์ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้คนขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน รายงานระบุว่าในรัฐซูเลียทางตะวันตกของประเทศ สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นจลาจล เมื่อผู้คนจำนวนมากบุกเข้าปล้นสดมภ์ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา และซูเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น ไม่เว้นแม้แต่รถบรรทุกสินค้าบนถนน
                ผู้ว่าการรัฐซูเลียต้องประกาศเตือนไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาความปลอดภัย อันเนื่องมาจากการปล้นสดมภ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก
                ในเขตกรุงคารากัสเมืองหลวง มีรายงานการปล้นสดมภ์เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 แห่ง ขณะที่การชุมนุมแสดงความไม่พอใจในมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายชุมชน หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการ "ปันส่วนกระแสไฟฟ้า” ด้วยการสลับการตัดกระแสไฟฟ้าในบางชัวงเวลาทั่วประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ
                ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเปิดเผยว่า โควต้าสินค้าประเภทอาหารและยารักษาโรคที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลลดต่ำลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้คนโดยทั่วไปที่ต้องเดินทางไปเข้าคิวรอซื้ออาหารและสินค้าที่จำเป็นอย่างอื่นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางทุกวัน และไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามต้องการ แม้ว่าจะมีเงินเพียงพอก็ตาม
                วันพุธที่ผ่านมา สภาการค้าผลิตภัณฑ์อาหารแห่งชาติ หรือ ซาวิเดีย (Cavidea) แถลงว่า ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งทั่วประเทศมีปริมาณผลิตภัณฑ์ประเทศอาหารสำรองเพียง 15 วันเท่านั้น เนื่องจากโรงงานผลิตอาหารทุกแห่งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
 ประชาชนเข้าคิวซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคยาวเหยียดทุกวัน
                วันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันแรงงานสากล ทำให้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในเวเนซูเอลาทำสถิติสูงที่สุดในโลกปัจจุบันด้วยอัตรา 1 หมื่น 5 พันโบลิวาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ
                อย่างไรก็ดี ค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่ที่ระดับสูงกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือนไม่ได้ทำให้ผู้ใช้แรงงานชาวเวเนซูเอลารู้สึกปิติยินดีหรือพึงพอใจแต่อย่างใด เนื่องจากในความเป็นจริงเมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนจริงในตลาดโดยทั่วไป มีค่าเพียง 13 ดอลลาร์ 50 เซ็นต์ หรือ ประมาณ 470 บาทเท่านั้น
                นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ในเวเนซูเอลาชี้ว่า ความพยายามในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร หลากหลายมาตรการล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมรับความเป็นจริงที่ว่า โครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจของประเทศนั้นผิดพลาดมาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลัก
                นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของชาวเวเนซูเอลา โดยเฉพาะปัญหากำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ามีเพียงพอ เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า เนื่องจากเวเนซูเอลาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองใต้พื้นพิภพมากที่สุดในโลก
                หลายคนกล่าวว่า รากเหง้าของปัญหามาจากแนวนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของพรรคสหสังคมนิยมแห่งเวเนซูเอลา หรือ พีเอสยูวี (PSUV) ที่กำหนดทิศทางนโยบายทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยรากหญ้า” หรือ แกรสรูท ดีมอคเครซี (Grassroots Democracy)
                เวเนซูเอลาภายใต้การปกครองของพรรคพีเอสยูวี มีสภาชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง สมาชิกสภาชุมชนส่วนใหญ่พึงพอใจกับระบบนี้ พวกเขากล่าวว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายในทุกเรื่อง มีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
                อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทางรัฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า โดยหลักการแล้วสภาท้องถิ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยรากหญ้าที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ในทางปฏิบัติจริงในเวเนซูเอลากลับกลายเป็นองค์กรที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตรุนแรงทั้งในทางกว้างและทางลึก
                โดยหลักการ สภาท้องถิ่นมีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้โดยอิสระ แต่ในความเป็นจริงสภาท้องถิ่นทุกแห่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคพีเอสยูวีที่เป็นพรรครัฐบาล เนื่องจากพรรคมีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณและความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้แก่สภาท้องถิ่นหรือไม่ก็ได้
สภาพห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งหลังถูกปล้นสดมภ์
                เมื่อสภาท้องถิ่นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองระดับชาติ การพัฒนาท้องถิ่นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง และนั่นนำไปสู่ความเดือดร้อนหายนะพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นเครื่องมือต่อรองและเปลี่ยนเสียงสนับสนุนจากสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ
                สมาชิกสภาท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า คนในชุมชนอาจเลือกฝ่ายสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ได้ แต่หากสมาชิกเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคพีเอสยูวี ชุมชนแห่งนั้นก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากรัฐบาล
                แม้ในวันที่ทุกอย่างขาดแคลน อาหารไม่เพียงพอเลี้ยงดูคนในครอบครัว คนส่วนใหญ่ต้องลดอาหารเหลือเพียงวันละ 2 มื้อ สภาท้องถิ่นก็ไม่อาจหาญกล้าที่จะลุกฮือขึ้นทักท้วงแสดงความไม่พอใจ เพราะหากทำเช่นนั้น ปัญหาการขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตก็อาจร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม

                หลายคนกล่าวว่า นี่มันโศกนาฏกรรมชัด ๆ แต่ ณ วันนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น

Wednesday, May 4, 2016

ฟิลิปปินส์บนเส้นทางหายนะ

รายงานเช้าวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2559



                ฟิลิปปินส์มีกำหนดจะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 9 เดือนพฤษภาคมนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทั้งในและนอกประเทศว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาฟิลิปปินส์ไปสู่ความหายนะ เนื่องจากไม่มีใครสานต่อผลงานอันโดดเด่นของประธานาธิบดีเบนินโญ อาคีโน ที่ 3

                ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์เฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่าระดับ 6 เปอร์เซ็นต์ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะงักงัน ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 ก็ตาม
ประธานาธิบดีเบนินโญ "นอยนอย" อาคีโน
                ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี เบนินโญ อาคีโน ที่ 3 ได้ชื่อว่าเป็น “เสือตัวใหม่” แห่งภูมิภาคอาเซียนและเอเชียอย่างแท้จริง นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างยกนิ้วให้กับความสามารถและความทุ่มเทของประธานาธิบดีอาคีโนในการวางรากฐานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฟิลิปปินส์
                อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีคณะรัฐบาลชุดใดของฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจได้เทียบเท่าประธานาธิบดีอาคีโน แต่ไม่ว่าจะมีผลงานโดดเด่นเป็นที่พึงพอใจของชาวฟิลิปปินส์มากน้อยเพียงใดก็ตาม วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะต้องสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุให้ผู้นำฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้น
                ผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่มี 5 คน แต่ที่ได้รับการจับตาและเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ นายร็อดริโก ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา (Davao) ซึ่งเป็นเมืองเอกของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ

                นายดูเตอร์เต วัย 71 ปี เป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ผลการหยั่งเสียงหลายสำนักระบุตรงกันว่า นายกเทศมนตรีเมืองดาเวามีคะแนนนิยมทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 33 เปอร์เซ็นต์ นำห่างผู้สมัครคนอื่น ๆ หลายช่วงตัวทีเดียว และเชื่อกันว่าหากไม่มีสถานการณ์พลิกผันในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง นายดูเตอร์เตจะได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างแน่นอน

                ผลการสำรวจความนิยมของชาวฟิลิปปินส์ที่บ่งชี้ว่า นายกเทศมนตรีดูเตอร์เตเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้าครองอำนาจในทำเนียบมาลากันยังคนต่อไป ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมาค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์อ่อนตัวลงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย ดัชนีราคาหุ้นก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
                นักวิเคราะห์ในตลาดเงินและตลาดทุนของฟิลิปปินส์ทุกสำนักให้ความเห็นตรงกันว่า นักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง เชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งอย่างแน่นอน และหากนายดูเตอร์เตชนะการเลือกตั้งตามความคาดหมาย สถานการณ์ในตลาดเงินและตลาดทุนจะเลวร้ายสุดหยั่งคาดทีเดียว
นายร็อดริโก ดูเตอร์เต นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา
                นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงมะนิลากล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางการเมืองในฟิลิปปินส์ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากในสหรัฐเท่าไรนัก คะแนนนิยมของนายดูเตอร์เตที่นำห่างผู้สมัครคนอื่นชนิดไม่เห็นฝุ่นนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกับคะแนนนิยมของนายโดแนลด์ ทรัมป์ในพรรครีพับลิกัน จะแตกต่างกันก็แต่เพียงว่า หากโดแนลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งขั้นต้น เขายังต้องไปแข่งขันกับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครทอีกครั้งหนึ่ง แต่ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสลงคะแนนเพียงครั้งเดียว
                นักสังคมวิทยาในฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า สังคมฟิลิปปินส์กำลังป่วยด้วยโรค “คาซิเก้ ดีม็อคเครซี ฟาทีก” (cacique democracy fatigue) หรือโรค “เบื่อประชาธิปไตย” ด้วยหลากหลายสาเหตุ
                ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องตามมามากมาย ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นล่างหรือชนชั้นรากหญ้า เกิดความรู้สึกว่า ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยไม่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา
                ยุคการปกครองของประธานาธิบดีอาคีโน แม้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงในภาพรวมเท่านั้น ความจริงเชิงประจักษ์ที่ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เผชิญอยู่ก็คือ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนร่ำรวยที่มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตระกูลร่ำรวยเหล่านั้นก็เติบโตมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่จำนวนคนยากจน มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
                รายงานการสำรวจความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานมานี้พบว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ตกอยู่ในมือของตระกูลใหญ่ ๆ เพียง 40 ตระกูลเท่านั้น และ 70 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกรัฐสภาก็มาจากตระกูลการเมืองที่มั่งคั่งเพียงไม่กี่ตระกูลเช่นเดียวกัน
                นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่พยายามแสวงหาทางเลือกใหม่ นั่นคือการมองหานักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองเดิม ๆ และมีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและปัญหาอาชญากรรม
                นายร็อดริโก ดูเตอร์เต เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานถึง 22 ปี ผลงานโดดเด่นของเขาที่โจษขานกันทั่วประเทศคือการเปลี่ยนเมืองดาเวาที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของอาชญากร” ในอดีตให้กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยสถิติอาชญากรรมน้อยที่สุดในฟิลิปปินส์ปัจจุบัน

                กล่าวกันว่าในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา บรรดาอาชญากรและนักเลงหัวไม้ในเมืองดาเวา ถูก “หน่วยล่าสังหาร” ที่ไม่ทราบสังกัดแน่ชัดในเมืองดาเวาอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่น้อยกว่า 1 พันคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองดาเวาปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมต่ำที่สุด
                ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ชื่นชอบลีลาการปราศรัยหาเสียงแบบ “ขวานผ่าซาก” ของนายดูเตอร์เต เช่นการประกาศว่า ถ้าไม่มีความกล้าที่จะฆ่าอาชญากร ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นประธานาธิบดี หรือการประกาศต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยว่า หากเขาชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นักการเมืองฉ้อฉลคนแรกที่เขาจะจับเข้าคุกก็คือ นายเจโจมาร์ บินาย  (Jejomar Binay) รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
                นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ผลงานในอดีตและลีลาการปราศรัยหาเสียงของนายดูเตอร์เต สะท้อนภาพชัดเจนว่า เขาไม่ใช่นักการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยโดยทั่วไป ความวิตกกังวลของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ณ วันนี้ จึงไม่แตกต่างอะไรกับความวิตกกังวลของชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เกรงว่าโดแนลด์ ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ

                ความแตกต่างก็คือ ชาวฟิลิปปินส์จะมีโอกาสได้สัมผัสกับความวิตกกังวลนั้นก่อนชาวอเมริกันหลายเดือนทีเดียว.