รายงานเช้าวันพฤหัสบดีที่
5 พฤษภาคม 2559
ชาวเวเนซูเอลากำลังเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์
ระบบเศรษฐกิจของประเทศหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ขนมปังไม่พอ อาชญากรรมทะยานทะลุเพดาน แข่งกับอัตราเงินเฟ้อ
รัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแถลงว่า
เวเนซูเอลากำลังตกเป็นเหยื่อการวินาศกรรมทางเศรษฐกิจ
![]() |
| ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร |
ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่า เกิดการปล้นสดมภ์ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้คนขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
รายงานระบุว่าในรัฐซูเลียทางตะวันตกของประเทศ สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นจลาจล
เมื่อผู้คนจำนวนมากบุกเข้าปล้นสดมภ์ห้างสรรพสินค้า ร้านขายยา
และซูเปอร์มาร์เก็ตในท้องถิ่น ไม่เว้นแม้แต่รถบรรทุกสินค้าบนถนน
ผู้ว่าการรัฐซูเลียต้องประกาศเตือนไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น
เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอที่จะดูแลรักษาความปลอดภัย
อันเนื่องมาจากการปล้นสดมภ์ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก
ในเขตกรุงคารากัสเมืองหลวง มีรายงานการปล้นสดมภ์เกิดขึ้นในเขตนิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย
3 แห่ง ขณะที่การชุมนุมแสดงความไม่พอใจในมาตรการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายชุมชน
หลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการ "ปันส่วนกระแสไฟฟ้า” ด้วยการสลับการตัดกระแสไฟฟ้าในบางชัวงเวลาทั่วประเทศ
เนื่องจากกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอ
ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเปิดเผยว่า
โควต้าสินค้าประเภทอาหารและยารักษาโรคที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลลดต่ำลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้คนโดยทั่วไปที่ต้องเดินทางไปเข้าคิวรอซื้ออาหารและสินค้าที่จำเป็นอย่างอื่นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางทุกวัน
และไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามต้องการ แม้ว่าจะมีเงินเพียงพอก็ตาม
วันพุธที่ผ่านมา
สภาการค้าผลิตภัณฑ์อาหารแห่งชาติ หรือ ซาวิเดีย (Cavidea) แถลงว่า
ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งทั่วประเทศมีปริมาณผลิตภัณฑ์ประเทศอาหารสำรองเพียง
15 วันเท่านั้น เนื่องจากโรงงานผลิตอาหารทุกแห่งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
![]() |
| ประชาชนเข้าคิวซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคยาวเหยียดทุกวัน |
วันเสาร์ที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 30 เปอร์เซ็นต์
โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันแรงงานสากล
ทำให้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในเวเนซูเอลาทำสถิติสูงที่สุดในโลกปัจจุบันด้วยอัตรา 1
หมื่น 5 พันโบลิวาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 1,500
ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ดี
ค่าแรงขั้นต่ำอัตราใหม่ที่ระดับสูงกว่า 5
หมื่นบาทต่อเดือนไม่ได้ทำให้ผู้ใช้แรงงานชาวเวเนซูเอลารู้สึกปิติยินดีหรือพึงพอใจแต่อย่างใด
เนื่องจากในความเป็นจริงเมื่อคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนจริงในตลาดโดยทั่วไป
มีค่าเพียง 13 ดอลลาร์ 50 เซ็นต์ หรือ ประมาณ 470 บาทเท่านั้น
นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ในเวเนซูเอลาชี้ว่า
ความพยายามในการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดีมาดูโร
หลากหลายมาตรการล้วนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า
เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมรับความเป็นจริงที่ว่า
โครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจของประเทศนั้นผิดพลาดมาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีฮูโก
ชาเวซผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นหลัก
นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า
ปัญหาขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของชาวเวเนซูเอลา
โดยเฉพาะปัญหากำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ามีเพียงพอ เป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า
เนื่องจากเวเนซูเอลาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองใต้พื้นพิภพมากที่สุดในโลก
หลายคนกล่าวว่า
รากเหง้าของปัญหามาจากแนวนโยบายที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของพรรคสหสังคมนิยมแห่งเวเนซูเอลา
หรือ พีเอสยูวี (PSUV) ที่กำหนดทิศทางนโยบายทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยรากหญ้า” หรือ แกรสรูท
ดีมอคเครซี (Grassroots Democracy)
เวเนซูเอลาภายใต้การปกครองของพรรคพีเอสยูวี
มีสภาชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นแห่ง
สมาชิกสภาชุมชนส่วนใหญ่พึงพอใจกับระบบนี้
พวกเขากล่าวว่านี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบายในทุกเรื่อง
มีส่วนร่วมในการบริหารทรัพยากรทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม
นักวิชาการทางรัฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า
โดยหลักการแล้วสภาท้องถิ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยรากหญ้าที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ในทางปฏิบัติจริงในเวเนซูเอลากลับกลายเป็นองค์กรที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตรุนแรงทั้งในทางกว้างและทางลึก
โดยหลักการ
สภาท้องถิ่นมีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้โดยอิสระ
แต่ในความเป็นจริงสภาท้องถิ่นทุกแห่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคพีเอสยูวีที่เป็นพรรครัฐบาล
เนื่องจากพรรคมีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณและความช่วยเหลือต่าง ๆ
ให้แก่สภาท้องถิ่นหรือไม่ก็ได้
![]() |
| สภาพห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งหลังถูกปล้นสดมภ์ |
เมื่อสภาท้องถิ่นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองระดับชาติ การพัฒนาท้องถิ่นจึงไม่ได้เกิดจากความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
และนั่นนำไปสู่ความเดือดร้อนหายนะพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อรัฐบาลกลางดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการพึ่งอาศัยรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบเป็นเครื่องมือต่อรองและเปลี่ยนเสียงสนับสนุนจากสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ
สมาชิกสภาท้องถิ่นหลายคนกล่าวว่า
คนในชุมชนอาจเลือกฝ่ายสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ได้
แต่หากสมาชิกเหล่านั้นไม่ได้รับการยอมรับจากพรรคพีเอสยูวี
ชุมชนแห่งนั้นก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนใด ๆ จากรัฐบาล
แม้ในวันที่ทุกอย่างขาดแคลน
อาหารไม่เพียงพอเลี้ยงดูคนในครอบครัว คนส่วนใหญ่ต้องลดอาหารเหลือเพียงวันละ 2 มื้อ
สภาท้องถิ่นก็ไม่อาจหาญกล้าที่จะลุกฮือขึ้นทักท้วงแสดงความไม่พอใจ
เพราะหากทำเช่นนั้น
ปัญหาการขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตก็อาจร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม
หลายคนกล่าวว่า
นี่มันโศกนาฏกรรมชัด ๆ แต่ ณ วันนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น





