รายงานเช้าวันอังคารที่
3 พฤษภาคม 2559
ฟิลิปปินส์มีกำหนดจะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่
9 เดือนพฤษภาคมนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทั้งในและนอกประเทศว่า
การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาฟิลิปปินส์ไปสู่ความหายนะ เนื่องจากไม่มีใครสานต่อผลงานอันโดดเด่นของประธานาธิบดีเบนินโญ
อาคีโน ที่ 3
ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา
ฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงมากเป็นอันดับต้น
ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์เฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่าระดับ
6 เปอร์เซ็นต์ แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะชะงักงัน ซบเซาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551
ก็ตาม
![]() |
| ประธานาธิบดีเบนินโญ "นอยนอย" อาคีโน |
ฟิลิปปินส์ภายใต้การนำของประธานาธิบดี
เบนินโญ อาคีโน ที่ 3 ได้ชื่อว่าเป็น “เสือตัวใหม่” แห่งภูมิภาคอาเซียนและเอเชียอย่างแท้จริง
นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างยกนิ้วให้กับความสามารถและความทุ่มเทของประธานาธิบดีอาคีโนในการวางรากฐานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฟิลิปปินส์
อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลากว่า 40
ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีคณะรัฐบาลชุดใดของฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจได้เทียบเท่าประธานาธิบดีอาคีโน
แต่ไม่ว่าจะมีผลงานโดดเด่นเป็นที่พึงพอใจของชาวฟิลิปปินส์มากน้อยเพียงใดก็ตาม
วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะต้องสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
ที่ระบุให้ผู้นำฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้น
ผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่มี
5 คน แต่ที่ได้รับการจับตาและเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ นายร็อดริโก
ดูเตอร์เต (Rodrigo Duterte) นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา (Davao)
ซึ่งเป็นเมืองเอกของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ
นายดูเตอร์เต วัย 71 ปี เป็นผู้สมัครที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ผลการหยั่งเสียงหลายสำนักระบุตรงกันว่า นายกเทศมนตรีเมืองดาเวามีคะแนนนิยมทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 33 เปอร์เซ็นต์ นำห่างผู้สมัครคนอื่น ๆ หลายช่วงตัวทีเดียว และเชื่อกันว่าหากไม่มีสถานการณ์พลิกผันในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการรณรงค์หาเสียง นายดูเตอร์เตจะได้ครองตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างแน่นอน
ผลการสำรวจความนิยมของชาวฟิลิปปินส์ที่บ่งชี้ว่า
นายกเทศมนตรีดูเตอร์เตเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้าครองอำนาจในทำเนียบมาลากันยังคนต่อไป ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในฟิลิปปินส์อย่างเห็นได้ชัด
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า
เดือนเมษายนที่ผ่านมาค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์อ่อนตัวลงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชีย ดัชนีราคาหุ้นก็ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์ในตลาดเงินและตลาดทุนของฟิลิปปินส์ทุกสำนักให้ความเห็นตรงกันว่า
นักลงทุนส่วนใหญ่วิตกกังวลกับสถานการณ์ทางการเมือง
เชื่อว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งอย่างแน่นอน
และหากนายดูเตอร์เตชนะการเลือกตั้งตามความคาดหมาย สถานการณ์ในตลาดเงินและตลาดทุนจะเลวร้ายสุดหยั่งคาดทีเดียว
![]() |
| นายร็อดริโก ดูเตอร์เต นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา |
นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงมะนิลากล่าวว่า
สภาพแวดล้อมทางการเมืองในฟิลิปปินส์ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากในสหรัฐเท่าไรนัก คะแนนนิยมของนายดูเตอร์เตที่นำห่างผู้สมัครคนอื่นชนิดไม่เห็นฝุ่นนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรกับคะแนนนิยมของนายโดแนลด์
ทรัมป์ในพรรครีพับลิกัน จะแตกต่างกันก็แต่เพียงว่า หากโดแนลด์
ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งขั้นต้น
เขายังต้องไปแข่งขันกับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครทอีกครั้งหนึ่ง แต่ชาวฟิลิปปินส์มีโอกาสลงคะแนนเพียงครั้งเดียว
นักสังคมวิทยาในฟิลิปปินส์ให้ความเห็นว่า
สังคมฟิลิปปินส์กำลังป่วยด้วยโรค “คาซิเก้ ดีม็อคเครซี ฟาทีก” (cacique democracy fatigue)
หรือโรค “เบื่อประชาธิปไตย” ด้วยหลากหลายสาเหตุ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจดูเหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่อเนื่องตามมามากมาย ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นล่างหรือชนชั้นรากหญ้า
เกิดความรู้สึกว่า
ผู้นำในระบอบประชาธิปไตยไม่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา
ยุคการปกครองของประธานาธิบดีอาคีโน
แม้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงในภาพรวมเท่านั้น
ความจริงเชิงประจักษ์ที่ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เผชิญอยู่ก็คือ
ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของคนร่ำรวยที่มีเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น
ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตระกูลร่ำรวยเหล่านั้นก็เติบโตมั่งคั่งขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่จำนวนคนยากจน
มีรายได้น้อยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน
รายงานการสำรวจความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในฟิลิปปินส์เมื่อไม่นานมานี้พบว่า
ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ตกอยู่ในมือของตระกูลใหญ่ ๆ เพียง 40
ตระกูลเท่านั้น และ 70 เปอร์เซ็นต์ของสมาชิกรัฐสภาก็มาจากตระกูลการเมืองที่มั่งคั่งเพียงไม่กี่ตระกูลเช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่พยายามแสวงหาทางเลือกใหม่
นั่นคือการมองหานักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองเดิม ๆ
และมีความเข้มแข็งเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและปัญหาอาชญากรรม
นายร็อดริโก ดูเตอร์เต
เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนานถึง
22 ปี ผลงานโดดเด่นของเขาที่โจษขานกันทั่วประเทศคือการเปลี่ยนเมืองดาเวาที่เคยได้ชื่อว่าเป็น
“สวรรค์ของอาชญากร”
ในอดีตให้กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยสถิติอาชญากรรมน้อยที่สุดในฟิลิปปินส์ปัจจุบัน
กล่าวกันว่าในช่วงเวลา 22
ปีที่ผ่านมา บรรดาอาชญากรและนักเลงหัวไม้ในเมืองดาเวา ถูก “หน่วยล่าสังหาร”
ที่ไม่ทราบสังกัดแน่ชัดในเมืองดาเวาอุ้มหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่น้อยกว่า 1 พันคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองดาเวาปัจจุบันจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีสถิติอาชญากรรมต่ำที่สุด
ชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ชื่นชอบลีลาการปราศรัยหาเสียงแบบ
“ขวานผ่าซาก” ของนายดูเตอร์เต เช่นการประกาศว่า ถ้าไม่มีความกล้าที่จะฆ่าอาชญากร
ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นประธานาธิบดี หรือการประกาศต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยว่า
หากเขาชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
นักการเมืองฉ้อฉลคนแรกที่เขาจะจับเข้าคุกก็คือ นายเจโจมาร์ บินาย (Jejomar
Binay) รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน
นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า
ผลงานในอดีตและลีลาการปราศรัยหาเสียงของนายดูเตอร์เต สะท้อนภาพชัดเจนว่า
เขาไม่ใช่นักการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยโดยทั่วไป
ความวิตกกังวลของชนชั้นสูงในฟิลิปปินส์ ณ วันนี้
จึงไม่แตกต่างอะไรกับความวิตกกังวลของชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่เกรงว่าโดแนลด์
ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ
ความแตกต่างก็คือ
ชาวฟิลิปปินส์จะมีโอกาสได้สัมผัสกับความวิตกกังวลนั้นก่อนชาวอเมริกันหลายเดือนทีเดียว.



No comments :
Post a Comment